วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

"นักข่าวออนไลน์" มนุษย์พันธุ์พิเศษที่ต้องติวเข้มทุกอย่าง

    ชมรมผู้ผลิต ข่าวออนไลน์ เปิดฉากอบรมเชิงปฏิบัติการนักข่าวออนไลน์ รุ่นที่ 1 กูรูถ่ายทอดเทคนิคพิชิตชัยบนเว็บข่าว ขณะที่ ผู้เข้าอบรม ปลื้มได้ใช้ประโยชน์จริงในงานเว็บข่าว...

          เพิ่งจะผ่านไปหมาดๆ สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการนักข่าวออนไลน์ รุ่นที่ 1 โดยชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และความร่วมมือจาก บมจ. ทีโอที และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค ที่นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่จัดอบรม
          เช่นเดียวกับ การรวมตัวครั้งแรก ของทั้งนักข่าวภาคสนามแทบทุกสาย นักข่าวประจำเว็บไซต์ข่าว นักแปลข่าว และเว็บมาสเตอร์ แม้จะหลากหลายหน้าที่ แต่ก็ล้วนสำคัญ เพราะเป็นผู้ผลิตข่าวขึ้นเว็บไซต์ ดังนั้น บรรยากาศการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จึงถูกบีบ และอัดแน่นด้วยสาระความรู้ ตามหัวข้อที่ครอบคลุมรอบด้าน อาทิ หัวข้อเทคนิคการคิดประเด็นและใช้เทคโนโลยีในการนำเสนอข่าวออนไลน์ โดย นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธ์ หัวข้อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนทนากับบรรณาธิการข่าวออนไลน์ โดย นายนิรันดร์ เยาวภาว์ เว็บมาสเตอร์  HYPERLINK "http://www.manager.co.th/" http://www.manager.co.th/ นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาบก.เว็บไซต์  HYPERLINK "http://www.thairath.co.th" http://www.bcoms.net/article/www.thairath.co.th และ นางสาวชุตินธรา วัฒนกุล เครือเนชั่น หัวข้อจริยธรรมและกฎหมายที่ควรรู้ในการเสนอข่าวออนไลน์ โดย นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากฎหมายชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และหัวข้อนักข่าวออนไลน์กับการใช้งานโซเชียลมีเดียให้ถูกวิธี โดย นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์คณะนิเทศศาตร์  ม.หอการค้าไทย และ นางสาวมรกต คนึงสุขเกษม บก.รข่าวไอที นสพ.กรุงเทพธุรกิจ
          นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวในช่วงแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนทนากับบรรณาธิการข่าวออนไลน์ว่า ตามปรากฎในวิทยานิพนธ์ เนื้อหาข่าวบนเว็บที่ผู้บริโภคอยากอ่านมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เบรกกิ้งนิวส์ ข่าวหน้า 1 และข่าวไอที ตามลำดับ พร้อมยกประโยคที่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เคยระบุว่าปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า โซเชียลมีเดีย จะเป็นสื่อกระแสหลัก ส่วนหนังสือพิมพ์ก็ยังไม่ตาย

          นางสาวชุตินธรา วัฒนกุล เครือเนชั่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ มีหลายเว็บใส่รูปนักข่าว หรือ คีย์เวิร์ด เข้าไปด้วย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์แบบ พร้อมการแลกเปลี่ยนข่าวด้วย เพื่อให้เกิดทราฟฟิกใหม่ๆ เข้ามาหา นอกจากนี้ เวลาทำข่าวออนไลน์ ยังต้องนำจุดเด่นของออนไลน์มาใช้ด้วย เช่นลิ้ง URL เพื่อให้เกิดความเป็นมัลติมีเดีย
          นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากฎหมายชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า จริยธรรมการนำเสนอข่าวออนไลน์ ประกอบด้วย 11 ข้อ ได้แก่ 1.ถ้าใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค อาทิ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค หลังได้ข้อมูลมา ต้องให้กลับไปมากเท่านั้น แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง 2.อย่าทำตัวเป็นแกงค์เตอร์ออนไลน์ คล้ายขบวนการล่าแม่มด 3.เพิ่มข้อมูลข่าวสารที่ดี 4.อย่าทำลายข้อมูลคนอื่น เมื่อบางครั้งแหล่งข่าวทวิตขึ้น แล้วรู้สึกว่ามันไม่ถูก 5.การสร้างตัวเองให้เป็นกระแสไม่ควรทำผิดกฎหมาย และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือ พรบ.คอมฯ 6.แลกเปลี่ยนความรู้ 7.เก็บข้อมูลไม่ให้ลุกลาม 8.หาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ แล้วทวิตออกไป หรือรีทวิต จากแหล่งที่ดีๆอออกไป 9.อย่าวางอำนาจ 10.ต้องรับผิดชอบ ข่าวที่ออกไป และ11. เป็นสุภาพชนอทั้งโลกความจริง และโลกออนไลน์
          นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์คณะนิเทศศาตร์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยืนยันว่า ในอนาคต นักข่าวหนีไม่พ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทั้งนี้ กระบวนการจะเน้นการแลกเปลี่ยน ยิ่งแลกเปลี่ยนยิ่งเกิดการใช้ ยิ่งใช้มากยิ่งเกิดข้อมูล นอกจากนี้ นักข่าวออนไลน์ จำเป็นต้องเป็นหัวหอกในอนาคต วารสารสาสตร์ในอนาคต คือ การเล่าเรื่อง แต่จะเล่าผ่านอะไร ในโลกของอนาคตออนไลน์

          อาจารย์คณะนิเทศศาตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายว่า ในโลกออนไลน์ คือ ความเร็ว แต่สิ่งที่มากับความเร็ว คือ ความผิดพลาด ความเร็วนำมาซึ่งความผิดพลาด และขาดทักษะบางอย่าง บางทีทวิตเตอร์เป็นเพียงข่าวลือ แต่ไม่มีความถูกต้อง ขณะที่โซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว

          นางสาวมรกต คนึงสุขเกษม บรรณาธิการข่าวไอที หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แนะว่า การเริ่มต้นใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ค ต้องมีสติ คิดให้รอบคอบก่อนว่า จะมีผลกระทบกับคนรอบข้าง หรือสะท้อนกลับมาที่ตัวเองหรือไม่ รวมทั้งแง่กฎหมายด้วย ที่สำคัญคือให้มองว่าเหมือนการใช้งานในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม หากโซเชียลมีเดีย เข้ามาแล้วจะต้องเดินไปกับมันบนพื้นฐานของความเป็นจริง และไม่จบลงเร็วๆ นี้ เพราะระยะพัฒนาการน่าจะประมาณ 10 ปี

          นอกจากการรับฟังความรู้แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำข่าวออนไลน์อย่าง ละเอียด และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไปพร้อมๆ กัน รวมทั้ง ทำกิจกรรมเวิร์คชอปที่ผู้เข้าร่วมทุกคนได้ปฏิบัติงานจริง
          นายสมชาติ บุญวิทยา เว็บมาสเตอร์ หนังสือพิมพ์สยามกีฬา ยอมรับว่า สิ่งที่ประทับใจคือ การได้พบเพื่อนใหม่ และแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ ยังต้องการให้จัดเวิร์คช็อปเฉพาะด้าน เพื่อความเข้าใจเชิงลึก สำหรับหัวข้อที่สนใจเป็นพิเศษ คือ เทคนิคการคิดประเด็นข่าวและการนำเสนอข่าวออนไลน์ โดย นายประสงค์ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนทนากับบก.ข่าวออนไลน์ เพราะได้รับรู้เทคนิคและนำมาใช้ได้จริง

          “หัวข้อ เทคนิคการคิดประเด็นข่าว ที่นายประสงค์ เพราะอย่างน้อยทำให้รู้จักหยิบประเด็น รู้ว่าอย่ามองข่าวเพียงผิวเผิน และชอบตรงที่ข่าวเดียวกัน แต่เราเลือกหยิบประเด็นที่แตกต่างแล้วน่าสนใจขึ้นมา” เว็บมาสเตอร์ หนังสือพิมพ์สยามกีฬา กล่าว
          ขณะที่ นางสาววิภาวี บุญศิริชัย ผู้เรียบเรียงข่าว ส่วนพัฒนาเว็บไซต์ บมจ.อสมท. เล่าว่า ดีใจที่มาเจอคนทำงานลักษณะเดียวกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน ทั้งความรู้ ปัญหา รูปแบบการทำงานออนไลน์ เพื่อนำไปปรับใช้กับองค์กร นอกจากนี้ ยังประทับใจเนื้อหาการอบรมให้ก้าวทันเทรนด์เทคโนโลยี ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าการทำข่าวออนไลน์ ต้องใช้จิตวิทยาประกอบด้วย

          “มองว่าต้องใช้จิตวิทยาในการทำเว็บ ทำอย่างไรให้น่าเชื่อถือ และฉีกออกจากชาวบ้าน อาจจะใส่ภาพกราฟฟิก เอามาเบรกข้อมูลยาว เพราะข่าวเว็บหากเทียบกับหนังสือพิมพ์ ต้องนำเสนอเปรี้ยงทีเดียวแบบกระชับ เร็ว ถูกต้อง เพราะทุกอย่างเป็นการแข่งขัน” ผู้เรียบเรียงข่าว ส่วนพัฒนาเว็บไซต์ บมจ.อสมท.กล่าว
          การอบรมครั้งนี้ มีเสียงกระซิบจากประธานชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ว่า ยังมีหัวข้อที่คณะผู้จัดตั้งใจจะบรรจุลงมาถูกตัดทิ้งไปหลายเรื่องด้วย พร้อมกับการนำเสนอผลงานเวิร์คช็อป การคิดประเด็นและการเสนอข่าวออนไลน์ จนทำให้ระยะเวลาการเข้าอบรมครั้งนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และปิดฉากลงอย่างสวยงาม โดยเหลือไว้เพียงผลงานที่หลังจากนี้ มนุษย์พันธุ์พิเศษ จะปั้นเว็บข่าวให้กลายเป็นอีกหนึ่งสื่อกระแสหลักที่น่าจับตามอง


ทีมข่าวไอทีออนไลน์
itdigest@thairath.co.th


บทความจาก : ไทยรัฐ

'สังคมออนไลน์' จากเวทีความเห็นสู่ประเด็นการเมือง

เมื่อ พื้นที่อิสระในการสื่อสาร กลายเป็นเวทีวิพากษ์ทางการเมือง ส่งผลให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วและล่อแหลม ปราศจากการควบคุม หลายฝ่ายประกาศรวมพลัง เรียกร้องให้ผู้ใช้กลั่นกรองจากจิตสำนึก...

            จากพื้นที่ในการพูดคุยหรือติดต่อสื่อสาร วันนี้ “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ถูกขยับฐานะจากสังคมออนไลน์สู่เวทีแสดงความเห็นทางการเมือง ส่งผลให้หลากกลุ่มหลายเครือข่ายถือกำเนิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ภายใต้อิสระทางการแสดงพลังความคิด จนไม่อาจรู้ได้ว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น แท้จริงแล้วมีเป้าหมายเพื่อแสดงอุดมการณ์ทางการเมือง หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ หรือเป็นเพียงการลอกเลียนพฤติกรรมแบบที่เรียกว่า อุปทานหมู่...

            พิธีกรชื่อดัง แสดงทัศนคติว่า กระแสทางการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโซเชียลเน็ตเวิร์กกิ้งในปัจจุบัน คล้ายกับประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลหรือความบันเทิง โดยถือเป็นเน็ตเวิร์กรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยจุดประสงค์เพื่อการติดต่อสื่อสาร ส่วนสาเหตุที่มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง อาจมีสาเหตุจากการมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตนเอง รวมถึงการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างมากในสังคม

            “เชื่อว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อหวังผลบางประการ อาจเพื่อปลุกปั่นกระแสสร้างความรุนแรง ผ่านความสนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้การแสดงความคิดเห็นจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสังคม แต่การตอบโต้เชิงลบก็ทำให้เกิดปัญหา รวมถึงความอิสระในการแสดงความคิด ก็กลายเป็นสิ่งเร้ากระต้นให้เกิดความรุนแรง” พิธีกรชื่อดัง กล่าว

            นายวุฒิธร หรือ วู้ดดี้ เปิดเผยอีกว่า โดยส่วนตัวรู้สึกไม่สบายใจและยอมรับว่าค่อนข้างอึดอัด จากพฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่จับจ้องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของบุคคล ต่างๆ เพื่อนำความเห็นเหล่านั้นไปใช้เป็นเครื่องมือ ทำให้ศิลปินหรือนักแสดงต้องระมัดระวังอย่างมากในการแสดงความเห็นผ่านโซเชีย ลเน็ตเวิร์ก เพื่อป้องกันการนำความเห็นของตนไปใช้เป็นกระบอกเสียงแก่คนบางกลุ่ม

            “ในฐานะสื่อ เรารู้ว่าต้องวางตัวเป็นกลาง แต่ภาวะปัจจุบันบีบคั้นให้คนหมดสิทธิ์ออกเสียง ในวันที่คนจำนวนมากลุกขึ้นมาสาดโคลนใส่กัน แต่ในฐานะสื่อ กลับพูดหรือแสดงออกไม่ได้ จึงต้องย้อนมองว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างแท้จริงคืออะไร ทั้งยังทำให้พบว่าวัฒนธรรมไทยคือวัฒนธรรมหมู่อยู่กันเป็นพวก ไม่นับถือความเป็นตัวตน ทุกวันนี้ประเทศถูกแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่ายไม่มีตัวตนที่แท้จริง โดยเฉพาะโลกออนไลน์ที่เปรียบเสมือนการกระจายข่าวแบบปากต่อปากเท่านั้น”              พิธีกรคนดัง ยังฝากคำแนะนำถึงผู้ใช้สังคมออนไลน์ด้วยว่า ในฐานะเจ้าของหน้าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บไซต์อื่นๆ ควรกลั่นกรองสิ่งที่พูดหรือคิดในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อส่วนรวมหรือส่งผลให้สังคมเสื่อมลง ตนไม่ได้ห้าม แต่อยากให้กลั่นกรองความจริง ก่อนตกเป็นเครื่องมือของคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

            ด้าน นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร ผู้ ประสานงานเครือข่ายคนรุ่นใหม่ไม่ทิ้งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กถือเป็นช่องทางที่เพิ่มขึ้นจากในอดีต มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกทางความเห็น การแสดงออกทางการเมืองผ่านสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากการเขียนบทความและม็อบมือถือของนักศึกษาในอดีต จนกระทั่งยุคอินเทอร์เน็ตที่สามารถรวมตัวกันได้ง่าย เช่นเดียวกับการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ภายในเครือข่ายคนรุ่นใหม่ไม่ทิ้งประเทศ ไทย ที่รวมกลุ่มต่างๆ และปฏิสัมพันธ์กันผ่านสังคมออนไลน์ รวมถึงช่องทางสื่อสารต่างๆ และอีเมล์ konroonmai@gmail.com

            "เชื่อว่ากระแสที่เกิดขึ้น เป็นการแสดงออกทางการเมืองอย่างแท้จริงตรงไปตรงมา เมื่อมาพบผู้ที่คิดเห็นในแนวทางเดียวกันจึงทำให้กล้าแสดงออกมากขึ้น นอกจากนี้ ความคิดที่แตกต่างทางการเมืองจากสังคมรอบตัวก็เป็นปัจจัยที่กดดันให้คนรุ่น ใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกแสดงอุดมการณ์ผ่านสื่อออนไลน์ เนื่องจากการแสดงจุดยืนของตนเองกลายเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะยุคที่เด็กถูกเลี้ยงเหมือนไข่ในหิน ต้องมีวิถีชีวิตตามกรอบที่พ่อแม่กำหนดและปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก”

            ผู้ประสานงานเครือข่ายคนรุ่นใหม่ไม่ทิ้งประเทศไทย ยังคาดการณ์ถึงความนิยมที่วัยรุ่นมีต่อประเด็นทางการเมืองว่า ขณะนี้ คนรุ่นใหม่ถูกตัดออกจากประเด็นทางการเมือง ไม่มีบทบาทเป็นตัวละครทางการเมืองค่อนข้างนาน รวมถึงการเปลี่ยนบทบาทของสื่อจากสื่อสาธารณะเป็นสื่อส่วนตัว ทำให้โซเชียลเน็ตเวิร์กกลายเป็นพื้นที่อิสระทางการแสดงความคิด เช่นเดียวกับตนเองที่นิยมแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองผ่าน พื้นที่ส่วนตัวอย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ส่วนหนึ่งอาจมีปัจจัยจากความสนใจทางการเมืองหรือติดตามสถานการณ์ในปัจจุบัน

            “เชื่อว่าบนเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์มีคนรุ่นใหม่ร่วมแสดงความเห็นทางการเมือง มาก 60-70% ทั้งเป้นการแสดงอุดมการณ์หรือเป็นผลกระทบจากความเดือดร้อนที่ได้รับในการ ดำเนินชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน กลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า ถึงเวลาที่เราควรมีส่วนร่วมต่อประเทศชาติแล้วหรือยัง แต่ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้กลุ่มคนจำนวนมากร่วมกันแสดงอุดมการณ์อย่างแพร่ หลาย อาจมาจากการล่วงเกินสถาบันพระมหากษัติย์และสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ส่วนผู้ที่ใช้สังคมออนไลน์ในการแสดงความเห็น ตนอยากฝากให้ทำความเข้าใจว่าเว็บไซต์ต่างๆ เป็นเพียงช่องทางในการแสดงความเห็นอย่างอิสระ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตและความระมัดระวัง ไม่ควรสร้างความเกลียดชังแก่ผู้อื่น ควรทำและแสดงออกจากอุดมการณ์อย่างแท้จริง” นายแสงธรรม กล่าว
            ส่วน พ.ญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต เปิดเผยความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าการแสดงความเห็นทางโซเชียลเน็ตเวิร์กในขณะนี้เป็นเพียง การแสดงความคิดเห็น อาจมีบางส่วนที่เกิดขึ้นจากอุดมการณ์ ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ก็เป็นช่องทางสื่อสารที่ผู้แสดงทัศนคติทราบว่า ความแตกต่างทางความคิดจะไม่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์โดยตรงเท่ากับการแสดงออกต่อ หน้า ทำให้จำนวนผู้ใช้ช่องทางดังกล่าวเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ประกอบกับประเด็นการเมืองเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน จึงได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ยอมรับว่าขณะนี้ ตนก็แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมืองโดยตลอด เนื่องจากพื้นฐานทางความรู้สึกที่ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งทางสังคม เมื่อมีผู้คิดแตกต่างจึงทำให้เกิดความรู้สึกต้องการแบ่งปันทางความคิด

            “เราสามารถแสดงความเห็นแตกต่างจากผู้อื่นได้ แต่สิ่งสำคัญคือความสามารถในการยอมรับความเห็นของผู้อื่น ขณะนี้ สังคมเกิดความขัดแย้งอย่างหนักถึงขนาดกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือ สถานที่ทำงาน เนื่องจากการเมืองถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับด้านต่างๆ ในสังคม จึงทำให้เกิดความต้องการมีส่วนร่วมและต้องการบทบาททางสังคมมากขึ้น” จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าว

            พ.ญ.โชษิตา ให้ข้อมูลอีกว่า ปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดจากความคิดแตกต่างทางการเมือง ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของแต่ละกรณี รวมถึงการรู้จักแบ่งแยกการเมืองและเรื่องครอบครัวออกจากกัน บางครอบครัวที่เกิดการโต้เถียงหรือทะเลาะรุนแรงจากประเด็นการเมือง ถือเป็นกรณีที่ควรแก้ไขโดยเร่งด่วน

            “ครอบครัวที่พ่อแม่เถียงกันเรื่องการเมือง ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าลูกจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถเข้าใจรายละเอียดได้ลึกซึ้ง อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตและกลายเป็นปัญหาระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการกระทำ ของผู้ใหญ่ในบ้าน ทางออกที่ดีที่สุดคือ การแยกแยะให้ออก พ่อแม่ต้องรู้และเข้าใจว่าทุกคนสามารถแสดงความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่นำประเด็นขัดแย้งทางการเมืองมาสร้างความขัดแย้งในบ้าน”

            พ.ญ.โชษิตา แนะนำด้วยว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีครอบครัวใดขอรับการรักษาจากความขัดแย้งประเด็นดังกล่าว แต่ยอมรับว่าอาจเริ่มมีบ้างแล้ว คำแนะนำคือ หากในครอบครัวเริ่มทะเลาะเบาะแว้งด้วยความเห็นต่างทางการเมือง ก็สมควรขอรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ หรืออาจโทรขอคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาหรือพยาบาลจิตนิเวช กรมสุขภาพจิต ผ่านหมายเลข 1323 ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ก่อนเข้าสู่กระบวนการรักษากับจิตแพทย์

            แม้ปรากฏการณ์แสดงออกทางการเมืองผ่านสังคมออนไลน์ จะยังไม่มีคำตอบแน่ชัดว่ามาจากเหตุใด แต่สิ่งที่ปรากฏอย่างเด่นชัดคือ อิสระทางการแสดงความคิดเห็น ผ่านช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วอย่างอินเทอร์เน็ต ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การแสดงจุดยืนหรือการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ต่างทำให้สังคมและผู้คนเดือดร้อนถึงขั้นสร้างความแตกแยกและรุนแรงขึ้นได้ จากจุดเริ่มต้นในการพิมพ์อักษรเพียงไม่กี่ตัว ด้วยความไม่ตั้งใจ...

ปิยุบล ตั้งธนธานิช
itdigest@thairath.co.th
บทความจาก : ไทยรัฐ

การตลาดอินเทอร์เน็ต

การตลาดอินเทอร์เน็ต (Internet marketing) หรืออาจใช้ว่า i-marketing, web-marketing, Digital Marketing, การตลาดออนไลน์ (online-marketing) หรือ การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketing) หมายถึง การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็น สื่อกลาง และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มาผสมผสานกับวิธีการทางการตลาด การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด อย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียดของการทำการตลาด E-Marketing จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
  1. เป็นการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเฉพาะเจาะจง (Niche Market)
  2. เป็นลักษณะเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (2 Way Communication)
  3. เป็นรูปแบบการตลาดแบบตัวต่อตัว (One to One Marketing หรือ Personalize Marketing) ที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสามารถกำหนดรูปแบบสินค้าและบริการได้ตามความต้อง การของตนเอง
  4. มีการกระจายไปยังกลุ่มผู้บริโภค (Dispersion of Consumer)
  5. เป็นกิจกรรมที่นักการตลาดสามารถสื่อสารไปยังทั่วทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง (24 Business Hours)
  6. สามารถติดต่อสื่อสาร โต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick Response)
  7. มีต้นทุนต่ำแต่ได้ประสิทธิผล สามารถวัดผลได้ทันที (Low Cost and Efficiency)
  8. มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการตลาดแบบดั้งเดิม (Relate to Traditional Marketing)
  9. มีการตัดสินใจในการซื้อจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ (Purchase by Information)
      E-Marketing เป็นส่วนผสมแนวความคิดทางการตลาด และทางเทคนิค รวมเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้าน การออกแบบ (Design) , การพัฒนา (Development) , การโฆษณาและการขาย (Advertising and Sales) เป็น ต้น (ตัวอย่างกิจกรรมได้แก่ Search Engine Marketing, E-mail Marketing, Affiliate Marketing, Viral Marketing ฯลฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและลูกค้า เนื่องจากระบบทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถสนับสนุนการร้องขอข้อมูลของลูกค้า การจัดเก็บประวัติ และพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ ส่งผลต่อ การเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) และอำนวยประโยชน์ในการประกอบธุรกิจอย่างครบถ้วน
        ในขณะที่ การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) จะมีรูปแบบที่แตกต่างจาก E-Marketing อย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบดั้งเดิมนั้นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย จะไม่เน้นทำกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมักจะใช้วิธี การแบ่งส่วนตลาด (Marketing Segmentation) โดย ใช้เกณฑ์สภาพประชากรศาสตร์ หรือสภาพภูมิศาสตร์ และสามารถครอบคลุมได้บางพื้นที่ ในขณะที่ถ้าเป็น E-Marketing จะสามารถครอบคลุมได้ทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ธุรกิจต่างๆ จึงได้ให้ความสนใจกับอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก รวมถึงได้มีการนำเอาแนวคิด E-Marketing มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อทำการตลาดออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ความแตกต่างกันในแต่ละตลาด

          E-Marketing นั้นคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า E-Commerce หรือ Electronic Commerce มากกว่า เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า “ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ทั้ง การทำการค้าการซื้อการขาย การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทาง คอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน (Manual Process) มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computerized Process) แทน รวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย

ขอบคุณที่มา : wikipedia.org

อินเตอร์เน็ตกับการเมือง

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ากระแสของข่าวสารหรือข้อมูล ข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตค่อนข้างแพร่หลาย และเกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารได้เร็ว โดยเฉพาะสังคมโลกออนไลน (Social Network) ที่เข้าไปมีอิทธิพลกับคนทุกรุ่นทุกวัย และในอนาคตเชื่อว่าจะมีแนวโน้มเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดของคนทั่วโลกมากขึ้น ชนิดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นอินเตอร์เน็ตหรือมองตัวเองผ่านโลกไซเบอร์อยู่ ตลอดเวลา ด้วยอิทธิพลและบทบาทของอินเตอร์เน็ตนี้เองทำให้เกิด "สื่อพลเมือง" ซึ่งในที่นี้ก็หมายความถึง "สื่อพลเมืองเน็ต" ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์, อีเมล, ทวิตเตอร์, เฟซบุ๊ค และการติดต่อสื่อสารในยุดโลกาภิวัฒน์ ซึ่งก่อนหน้านี้คำว่าสื่อพลเมืองอาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จะเกิดอาการส่ายหน้า เพราะแต่ก่อนคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงการสื่อสารแบบตัวต่อตัวหรือแบบเห็นหน้า กัน (face to face) แต่ปัจจุบันคนไทยกว่า 4.6 ล้านคน มีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ค (facebook.com) ที่เป็นการสื่อสารแบบสองทาง สะดวก เป็นกันเอง และให้ความบันเทิงได้ขณะเดียวกัน
ความเคลื่อนไหวในวงการอินเตอร์เน็ตนั้น แน่นอนว่าย่อมเกิดทั้งผลดี ผลเสีย หรือมีทั้งประโยชน์และโทษต่อสังคม ประชาชน โดยเฉพาะการเมืองที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งได้ตอกย้ำความสำคัญของสื่อพลเมืองมากยิ่งขึ้น และจากเวทีการสัมนา "การเมืองเรื่องอินเตอร์เน็ตและภาระของตัวกลาง" ซึ่งจัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 17 พฤษจิกายน 53 ก็ได้นำเสนอประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต และหัวข้อที่น่าสนใจที่หยิบมานำเสนอก็คือ "พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับการเมืองเรื่องอินเตอร์เน็ต"
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองในแง่ของนักรัฐศาสตร์ ซึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือมองอินเตอร์เน็ตในฐานะสังคมใหม่สังคมหนึ่ง ถ้าคนมีมุมมองของสังคมวิทยาเข้ามากำกับก็ควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย หรือควรทำความเข้าใจธรรมชาติของสังคมอินเตอร์เน็ตแค่ไหน แน่นอนคือคงไม่มีคำตอบเดียว ประเด็นนี้ก็ถือเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม กล่าวคือ เมื่อปี 2549 หากย้อนไปดูในงานวิจัยต่าง ๆ แล้ว ความสนใจเรื่องอินเตอร์เน็ตมีมานาน ก็เหมือนสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นมานาน หรือเมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมา เมื่อเราศึกษาสังคมมันก็จะมีอะไรใหม่ ๆ มีการเปลี่ยนแปลง (Modernization) มันมีสังคมใหม่ที่แตกต่างจากสังคมเดิม หรือมองว่ามันเป็นกรอบใหม่กับกรอบเก่า คือ จะโลกออนไลน์กับออฟไลน์มันต่อเนื่องกันอย่างไร ทั้งนี้โลกออฟไลน์ก็ไม่ได้ล้าสมัย แต่เสมือนมีอีกโลกหนึ่งเกิดขึ้นมา แต่ก่อนกรอบใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะมันมีอะไรที่ตื่นเต้นในโลกอินเตอร์เน็ต มันไม่ใช่กรอบการเมืองที่แท้จริง
"แม้กระทั่งคำใหม่ที่เกิดขึ้น "ชิมิ" ที่หลายคนมองว่าเป็นวิบัติคำนั้น มันก็เกิดมาจากการพัฒนาด้านอินเตอร์เน็ต และเป็นพลวัฒน์ของสังคม เพราะคนใช้ต้องการความรวดเร็วขึ้น สะดวก ก็เลยเกิดการย่อคำ เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งเป็นโลกที่คนโบราณใช้ไม่เป็น หากเราไม่เข้าใจพื้นฐานของสังคมวิทยาแล้ว เราก็เข้าใจการเมืองในอินเตอร์เน็ตยาก"
เมื่อก่อนการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ต้องตั้งคำถามว่า อินเตอร์เน็ตเขามองเรื่องอะไร ส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องวิตกว่าสังคมเป็นอย่างไร ซึ่งมันทับซ้อนกับสิ่งที่วิตกในสังคมอยู่แล้ว แต่คนรุ่นใหม่ที่ได้เครื่องมือใหม่ก้คืออินเตอร์เน็ต จากการศึกษาอินเตอร์เน็ตก็จะวนเวียนอยู่ 2 เรื่อง คือ ศึกษาในฐานะที่เป็นเครื่องมือ อีกแบบหนึ่งก็ศึกษาว่าโลกไซเบอร์เป็นอย่างไร ต่อมาเมื่อเทียบกันแล้วก็คือการเมืองในยุคนั้นเป็นอย่างไร เมื่อคนไทยเริ่มนิยมอินเตอร์เน็ต ช่วงแรกเริ่มประมาณ 1 ล้านคน เริ่มสนใจ เริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้น
"ทั้งนี้การเมืองในอินเตอร์เน็ตในยุคแรกค่อนข้าง มีลักษระเป็นสากล ประเด็นใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรม เรื่อเว็บโป้ ลามกอนาจารเป็นส่วนใหญ่ เครือข่ายผู้ปกครองจะเข้ามาดูมาก ถ้าเป็นสงครามในอินเตอร์เน็ตยุคนั้น รัฐยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการต่อสู้ของคนที่เข้าไปใช้มากกว่า แต่ภายหลังรัฐก็ได้มีกรอบกฎหมายออกมา แต่ล่าช้ากว่า ประเด็นใหญ่กว่านั้นมันเป็นการสู้ภายในประชาสังคม โดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมเพราะโลกอีนเตอร์เน็ตถูกแบ่งออกเป็น 2 โลก คือ โลกที่อยู่ในเว็บบอร์ด เป็นการใช้คำหยาบแต่ไม่มีการหมิ่นเบื้องสูง และโลกหนึ่งคือโลกที่ขาวสะอาดหรือเว็บที่ใช้เป็นเครื่องมือ"
จุดเปลี่ยนผันอันต่อมาคือ เมื่อมีการทำรัฐประหาร ความรู้สึกที่ว่าการต่อต้านสรุปแล้วพยายามหาทางออกหรือเพิ่มขึ้น มันสำคัญตรงที่เมื่อการเมืองเปลี่ยน เริ่มมีกลุ่มต่อต้าน ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ปรากฎบนอินเตอร์เน็ต สุดท้ายก็คือว่าการเมืองในอินเตอร์เน็ตมันซับซ้อนมากขึ้น เมื่อก่อนที่จะมีกฎหมายต่าง ๆ นั้น สังคมก็เรียกร้องว่าการที่ออกมาถกเถียงกันนั้นมีตัวตนจริงหรือเปล่า คุณเป็นใครในอินเตอร์เน็ต ซึ่งพื้นฐานสังคมเหล่านี้มันรองรับโครงสร้างกฎหมายบางอย่าง หลังจากนั้นการเมืองอินเตอร์เน็ตมันเฟื่องฟูมากขึ้น รัฐก็อยากจัดระเบียบให้ได้ แต่คนยุคใหม่มันเหมือนว่าไม่มีที่จะไป คนเลยเข้าไปอยู่ในนั้นกันหมด ท้ายที่สุดเป็นพื้นที่ในการต่อสู้ที่สลับซับซ้อน
ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการทางด้านกฎหมาย อย่างอาจารย์สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อม โยงประเด็นที่ว่าอินเตอร์เน็ตกับการเมือง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กับการเมือง และพรบ.คอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ต ว่าในที่สุดแล้วทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับประเทศ แท้จริงแล้วอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการสื่อสารที่มีอิทธิพลอย่างมากกับการ เมืองการปกครอง มีปัจจัยในรูปแบบบริการ
ไม่ว่า social network, blog ฯลฯ ต่อมามันมีเนื้อหาที่ถูกทำให้ปรากฎมันมีลักษณะเป็นการเมือง ที่ไม่ใช่ในยุคหลังด้วยซ้ำไป เพราะการก่อให้เกิดอินเตอร์เน็ตนั้นมันมาจากการเมือง เพื่อเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารในการรบ ให้ต่อเนื่อง แม่นยำ สมัยเมื่อสงครามของอเมริกาหรือสมัยสงครามโลก เกิดการคิดค้นเครือข่ายต่าง ๆ ขึ้นมา ฉะนั้นการเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตมันเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองแล้ว
นอกจากนี้อินเตอร์เน็ตได้เข้าไปมีอิทธิพลในวงการการศึกษา หรือบันเทิง ถูกนำมาใช้มากขึ้น กับบทบาทของสื่อทางเลือก ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการเมืองในประเทศของแต่ละประเทศ ที่สำคัญก็คือว่ามันไม่ใช่การเมืองของภาครัฐแล้ว แต่กลับเป็นสื่อพลเมืองแทน เราจึงปฎิเสธไม่ได้ว่าอินเตอร์เน็ตถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งทาง การสื่อสาร ฉะนั้นมันมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก แต่ก็จะหนักไปทางที่ว่าอินเตอร์เน็ตที่ถูกจัดว่าเป็นสื่อทางเลือกนั้นจะอยู่ ตรงข้ามรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลบางประการมีพื้นที่ในการแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญคือตอบรับอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย และมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่ต่างจากสื่อกระแสหลัก
"ในประเทศไทยก่อนหน้านี้ก็หนักไปในเรื่องบันเทิง พอยุคปลายทักษิณมันมีองค์ประกอบที่ว่าคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ต่อมาคือหลังจากการรัฐประหารแล้วคนก็เริ่มอึดอัดใจในทางการเมืองมากขึ้น สื่อกระแสหลักมันลดทอนความหลากหลายลง มันเป็นเอกภาพของฝ่ายเดียว ซึ่งในทางประชาธิปไตยมันจะมีความเห็นในทิศทางเดียวกันไม่ได้ สุดท้ายมันมีพฤติกรรมของรัฐบางประการที่ใช้อำนาจปิดกั้นสื่อหรือแทรกแซงสื่อ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้ย่อมทำให้อินเตอร์เน็ทเข้ามามีบทบาททางการ เมืองและเข้ามาประสานงานกับบริการรูปแบบใหม่ ๆ อย่างเช่นเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์"
แต่ก่อนอินเตอร์เน็ตกับการเมืองมีคนเข้าดูไม่กี่กลุ่มหรือมีไม่กี่บล็อค แต่ต้องยอมรับว่าบางทีคนไทยก็เบื่อกับการอ่านอะไรที่ยาวเกินไป พอเจอพวกเทคโนโลยีใหม่ ๆ มันก็เลยแพร่หลาย แต่ก็ไม่เหนือไปจากกลุ่มโทรทัศน์และวิทยุ เพราะมันยังเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ แต่การเข้าถึงมันมีจุดแข็งมากกว่า โดยที่ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องเกรงกลัวบางมุม ก็อย่างเช่น การมีซอกลึกลับ ทำให้คนที่คิดเหมือนกันเข้ามาเจอกันได้ บางคนไมเคยพบเจอกันมาก่อน แล้วรัฐก็ไม่สามารถปิดได้
พูดง่าย ๆ คือ "ฆ่าไม่หมด" อันต่อมาคือ คนที่เข้าไปใช้อินเตอร์เน็ตนั้นมันมีอะไรบางอย่าง อาจจะมีเงิน มีเวลา มีการศึกษา ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เรื่องการเมืองเลย หรือรู้น้อย แต่รัฐมักจะมองว่ามีอิทธิพลที่ส่งผลกระทบต่อรัฐ จุดแข็งต่อมาคือ อินเตอร์เน็ตมันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญกันคนต่างประเทศได้ดี มีศักยภาพ สุดท้าย การเมืองอินเตอร์เน็ตสามารถกระจายข่าวได้เร็ว กว่ารัฐจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของพ.ร.บ.ทางด้านเทคโนโลยี แต่ก่อนเมื่อมีการร่างเมื่อ พ.ศ.2541 ก่อนที่จะนำมาบังคับใช้จริงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย แต่ที่เกิดมาได้เพราะกระแสอาชญากรรมทางด้านคอมพิวเตอร์ในต่างประเทศเท่านั้น แต่ก่อนที่จะออกมาจริงแล้ว มาตรา 14 เป็นเนื้อหาว่าด้วยการปลอมแปลงข้อมูล ส่วนมาตรา 15 เพิ่มการรับผิดของตัวกลางและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้รับโทษเท่ากับคนที่นำเนื้อหามาใส่ สิ่งที่เกี่ยวกับการเมืองจริง ๆ แล้วคือเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาในมาตราที่ 14 ที่ว่าข้อมูลที่ใส่เข้าไปนั้นขัดต่อความมั่นคงต่อรัฐ นั่นแสดงว่าการเมืองเข้ามาแล้ว พอหลังจากช่วงการแปรญัญติของ ครม. มีอีกมาตราคือ มาตรา 20 มีการปิดกั้นเข้าสื่ออินเตอร์เน็ต
"พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จะไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่ไปผนวกกับความคลุมเครือใน กฎหมายเรื่องอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือ มาตรา 112 หารหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ก็ไม่ได้มีการประมวลว่าการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ประกอบกับมาตรา 112 มีกี่คดี ภาครัฐก็ไม่เปิดเผยด้วย แต่ความคลุมเครือที่มีมาโดยตลอดและยังไม่ได้รับการแก้ไขก็คือมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการตีความว่าอะไรคือการหมิ่น แง่ต่อมาก็คือว่าผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์นั้นทุกท่านมีสิทธิ์ร้องได้ แน่นอนไม่ได้แค่ประเด็นหมิ่น แต่ไว้ใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง"
อย่างไรก็ตามอินเตอร์เน็ตก็ย่อมส่งผลซึ่งกันและกันกับทางการเมืองอย่าง แยกไม่ออก และจากการนำเสนอในครั้งนี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่งซึ่งผู้อ่านจะต้องวิเคราะ ห็ด้วยว่าเหตุและผลของอินเตอร์เน็ตกับการเมืองที่นอกเหนือจากนักวิชาการนั้น มันมีอะไรที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือสิ่งที่เป็นผลเสียจะแก้ไขได้อย่างไรเพื่อให้อินเตอร์เน็ตกับการเมือง นั้นอยู่คู่กันได้อย่างมีประสิทธภาพ
โดย :ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ -อาจารย์สาวตรี สุขศรี ขอบคุณที่มา : มติชนออนไลน์

10 เรื่องนี้อย่าทำบน Facebook

เดี๋ยว นี้ใคร ๆ ก็เล่น Facebook แต่ระวังให้ดีล่ะ อย่าให้การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่คุณสุดโปรดปราน มาทำลายชีวิตรักที่เพิ่งเริ่มต้นให้พังพินาศลงไป และนี่คือ 10 เรื่องที่คุณควรระวังให้จงหนักเชียว!

  เปลี่ยนสถานภาพของคุณเร็วเกินไป

เมื่อเดตครั้งแรกผ่านไป ทุกอย่างผ่านไปได้สวย และคุณมีเดตครั้งที่สองรออยู่ สิ่งแรกที่คุณทำเมื่อกลับถึงบ้านคือเข้า Facebook เพื่อเมาท์กับเพื่อน ๆ คุณอาจโพสต์ข้อความว่า รู้สึกแฮปปี้กับเดตครั้งนี้ หรือคุณกำลังตั้งตาคอยเดตครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งแตะต้องสถานภาพในโพรไฟล์ของคุณเด็ดขาด ถ้าคุณรีบไปเปลี่ยนมันเข้าละก็ คู่เดตของคุณอาจคิดว่าคุณกำลังข้ามขั้นเร็วไปหน่อยนะ

ทางเลือกที่ดีกว่าคือ รอจนกระทั่งคุณเดตกับเขาอีกสักสองสามครั้ง จนคุณรู้ตัวว่าตัวเองพร้อมกับรักครั้งนี้แน่นอนแล้ว และถ้าทุกอย่าง มีแววจะเป็นไปด้วยดี ลองถามคู่เดตของคุณถึงความรู้สึกที่มีต่อกันว่า จะใช้คำว่า "แฟน" ได้รึยัง โดยเฉพาะเมื่อคุณจะไปบอกกับคนอื่น ๆ หากคุณกับเขาเป็นเพื่อนกันใน Facebook แล้ว ค่อย ๆ คุยกันว่าจะเริ่มคิดเปลี่ยนสถานภาพในข้อมูลส่วนตัวกันเมื่อไหร่

  ไม่เปลี่ยนสถานภาพของคุณเลย

แต่ในทางกลับกัน ถ้าสถานภาพใน Facebook ของคุณยังคงเป็น "โสด" อยู่ ในขณะที่แฟนคุณเปลี่ยนสถานะเรียบร้อยว่ากำลังคบอยู่กับคุณ แล้วลิงก์มาที่โพรไฟล์ของคุณด้วย ระวังให้ดีว่าแฟนคุณอาจจะเริ่มสงสัยว่า คุณอาจจะไม่สนใจเขาจริง ๆ อย่างที่คุณบอกกับเขาตอนเดตก็ได้ พูดเรื่องนี้กับเขาตรง ๆ ว่า คุณแคร์เขาจริง ๆ แต่ไม่ถึงกับต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ หาก แฟนคุณกังวลว่าการไม่เปลี่ยนสถานภาพอาจกำลังส่งสัญญาณที่ไม่ดี วิธีหนึ่งคือการแก้ไขข้อมูลโดยไม่โชว์สถานภาพของคุณไปเลย หรืออีกทางเลือกคือตั้งค่าความเป็นส่วนตัวใหม่ โดยเลือกว่ามีใครบ้าง ที่จะสามารถเห็นสถานภาพของคุณได้

  วนเวียนอยู่กับ Wall ของเขา

ถ้าคุณเล่น Facebook เป็นประจำ และคอยเช็กอัพเดตหลายครั้งในแต่ละวัน มันจะเป็นทนทางที่ดีในการติดต่อกับคนรู้จักได้ แต่ ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งของนักเล่น Facebook ตัวแม่ คือการใช้เวลานั่งโพสต์ข้อความและความเห็นสารพัดบน Wall ของเขามากไปหน่อย เขาอาจจะคิดว่าคุณกำลังสอดแนมเขา หรือคิดเลยเถิดเร็วไปหน่อย ฉะนั้น รู้จักกระตือรือร้นแต่พอประมาณ อย่าโพสต์ความเห็นทุกครั้งที่เขาขึ้นสถานะใหม่ หรือโพสต์ข้อความบน Wall ของเขาหลายครั้งเกินไปในแต่ละวัน ควรแสดงความสนใจที่มีต่อเขาอย่างพอดี ๆ อย่าให้โอเว่อร์เกินไปจนดูเหมือนคุณอยากครอบงำเขาล่ะ

  โพสต์รูปแฟนมากเกินไป หรือโพสต์รูปน่าขายหน้าของเขา

เรามักจะถ่ายรูปไว้เพื่อเตือนถึงช่วงเวลาพิเศษของเรา รวมทั้งเดตที่น่าตื่นเต้นกับแฟนใหม่ และ Facebook ได้ทำให้มันเป็นเรื่องง่ายที่จะแบ่งปันภาพเหล่านั้นกับคนอื่น ๆ ในโลกไซเบอร์ หากข้อผิดพลาดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นก็คือการโพสต์ภาพมากเกินไป โดยเฉพาะรูปที่เป็นส่วนตัวและรูปน่าอาจสุด ๆ เหมือนกับตอนที่คุณเปลี่ยนสถานภาพเร็วเกินไป เขาอาจมองด้วยว่าภาพเหล่านี้ เป็นการละเมิดต่อความไว้ใจที่เขามีต่อคุณ เคารพความเป็นส่วนตัวของเขาบ้าง และทำให้เขาไว้ใจด้วยการขออนุญาตก่อนที่จะโพสต์รูป

  โพสต์ข้อมูลเรื่องการเดตของคุณมากไปหน่อย

"TMI" กลายมาเป็นคำย่อสุดฮิตของ "Too Much Information" หรือการให้รายละเอียดมากเกินไปในวัฒนธรรมชาวป๊อปซะแล้วโดยทั่วไป คำนี้ใช้เพื่อหยุดใครบางคนจากการสาธยายบางสิ่งที่ไม่เข้าหูผู้ฟัง เหมือนกับการที่คุณบรรยายอาการป่วยตอนเป็นหวัดซะละเอียดยิบนั่นแหละ เมื่อเป็นเรื่องความสัมพันธ์ครั้งใหม่ การบอกรายละเอียดเรื่องการเดตมากเกินพอดีนั้น อาจนำความรักโรแมนติกนี้ เข้าสู่ขีดอันตรายได้ เคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของแฟนคุณหน่อย คุณจะได้รับความไว้ใจจากเขา หากรู้จักเก็บเรื่องบางอย่างไว้กับตัวเองบ้าง

  ตามติดเพื่อนของแฟนคุณ

เมื่อคุณกับแฟนติดต่อกันทาง Facebook คุณจะสามารถพบเพื่อนของกันและกันได้ด้วย แต่อย่าส่งคำขอเป็นเพื่อนหรือ Friend Request ไปให้เพื่อนทุกคนของแฟนคุณเด็ดขาด เพราะมันก็เหมือนกับที่คุณโพสต์ข้อความมากเกินไปนั่นแหละ คุณอาจจะก้าวข้ามขอบเขตความไว้ใจเขาเกินไป ก่อนเขาจะสะดวกใจที่จะแนะนำเพื่อนของเขากับคุณ

แต่หากคุณยังคงอยากติดต่อกับเพื่อนแฟน โดยที่เขายังไม่แนะนำให้รู้จัก ค่อย ๆ เลือกเพื่อนเขาเพียงครั้งละคนหรือสองคนเท่านั้นในแต่ละสัปดาห์ และในการส่งคำขอไป ก็ส่งข้อความแนะนำตัว สักหน่อยด้วยว่า ทำไมคุณถึงอยากเป็นเพื่อนกับเขา แต่ก็จำไว้ด้วยว่าเพื่อนแฟนคุณอาจไม่ตอบรับ และที่แย่กว่านั้น เขาอาจไปบ่นให้แฟนของคุณฟังอีกต่างหาก เพื่อป้องกันความเสี่ยง คุณก็อาจขอให้เขาแนะนำเพื่อนให้คุณรู้จักบ้างสักหน่อย เพื่อจะได้ไม่ดูเหมือนคุณเป็นพวกลักลอบสอดแนม

  เรียกร้องให้เพื่อนคุณทุกคนมาเป็นเพื่อนกับแฟนคุณ

เมื่อมีรักใหม่ อย่าทำตัวเหมือนกับว่า Facebook แฟนคุณเป็นเหมือนเว็บไวรัสที่คุณจะแพร่ต่อไป เขาอาจจะรู้สึกว่าแบบนี้มันมากเกินไปก็ได้ ฉะนั้น อย่าแนะนำให้เพื่อนคุณทุกคนส่งคำขอเป็นเพื่อนไปให้แฟนคุณ เพราะบางทีแฟนคุณอาจจะเลือกมากเวลาที่จะเป็นเพื่อนกับใคร ก็ตาม ทางที่ดีกว่าคือแนะนำแฟนคุณกับเพื่อนของคุณแต่ละคนอย่างเป็นส่วนตัวก่อน และปล่อยให้เพื่อนตัดสินใจเองว่าจะติดต่อกับแฟนคุณหรือไม่ นอกจากนี้ก็อย่าตั้งหน้าตั้งตาบอกให้เพื่อนคุณทุกคนเข้าไปข้องแวะกับ Wall ของเขา และโพสต์ความเห็นในเรื่องที่คุณกำลังติดตามเขาอยู่ อะไรจะแย่ไปกว่าการมีคนคนหนึ่งเฝ้าสอดแนมคุณล่ะ

  แสดงความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นเกี่ยวกับเขา

เมื่อคุณเริ่มคบหากับหนุ่มคนใหม่ อาจมีอีกหลายเรื่องที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับเขา ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ในระหว่างคบหากัน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีหลายเรื่องที่คุณอาจยังไม่แน่ใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ความสงสัย และท้ายสุดก็อาจนำไปสู่ภาวะเสี่ยงในความสัมพันธ์ที่เรียกว่าความหึงหวงนั่น เอง

Facebook อาจทำให้ความกังวลบานปลาย เพราะมันจะคอยเปิดเผยให้คุณได้เห็นเพื่อน ๆ ของเขา สิ่งที่เขาชอบ และความเห็นของเขาที่อาจฟังดูน่าสงสัย แต่อย่าปล่อยให้ความกังวล เล่นงานคุณ ให้รับฟังแฟนของคุณ และอย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินจากบทสนทนาใดก็ตามระหว่างเขากับเพื่อนที่คุณได้ อ่าน และถ้าคุณเกิดข้องใจขึ้นมาละก็ อย่าโพสต์ข้อความออกไปเขียว มันอาจจะทำให้กลายเป็นเรื่องหึงหวง และกัดกร่อนความเชื่อถือที่แฟนคุณมีให้ แต่ในเดตครั้งต่อไป ให้ถามเรื่องที่คุณกังวลใจอยู่ให้เคลียร์ยิ่งขึ้น และคอยฟังคำตอบ อาจจะมีเรื่องให้คุยกันอีกมากที่คุณอาจจะไม่มีวันรู้ถ้าไม่ถามเขา

  โพสต์ข้อความเปิดโปงความลับส่วนตัวของแฟนคุณ

เมื่อคุณกับหนุ่มคนใหม่เริ่มรู้สึกคุ้นเคยและสะดวกใจกันแล้ว คุณอาจแบ่งปันความลับอันลึกซึ้งแก่กัน แต่ถ้าแฟนคุณบอกความลับของเขาที่คุณคิดว่ายากจะเก็บไว้คนเดียวได้ คุณอาจจะรู้สึกอยากระบายบน Facebook แม้ว่าคุณจะตั้งค่ากำหนดไว้แล้วว่าใครสามารถเห็นข้อความได้บ้างก็ตาม มันก็ยังดูเป็นการป่าวประกาศอยู่ดี เมื่อมีคนซัก 50 คนหรือมันกว่านั้นมาเห็นเข้าในคราวเดียว

ถึง แม้คุณจะเปิดเผยความลับนี้กับเพื่อนที่ไว้ใจแค่คนเดียว คุณก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าเรื่องจะไม่ถูกส่งต่อไปยังเพื่อนที่ไว้ใจอีกคน หนึ่ง ซึ่งอาจต่อเนื่องไปได้อย่างแทบไม่มีที่สิ้นสุด และข้อความเดียวกันนี้อาจย้อนกลับไปถึงตัวแฟนคุณได้เองในที่สุดเช่นกัน เมื่อเขาได้รู้ว่าคุณฝ่าฝืนกฎความไว้วางใจของเขา มันอาจสายไปแล้วก็ได้ที่จะซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่เสียหาย ขอเตือนไว้เลยว่า เมื่อมันเป็นเรื่องลับของแฟนคุณ อย่าได้พิมพ์ข้อความพวกนี้เด็ดขาด

  โกหกเรื่องสถานภาพของคุณ

ไม่ ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ครั้งไหน หนึ่งในสิ่งที่แย่ที่สุดที่คนเราจะทำได้ก็คือ ความไม่ซื่อสัตย์กับอีกคนหนึ่ง ความไว้ใจคือสิ่งสำคัญในความผูกพันกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรักก็ตาม ทั้งเวลาออนไลน์และพบกันตัวต่อตัว และใน Facebook คุณอาจจะโพสต์อะไรก็ได้ ทั้งนั้นจนกระทั่งมีคนจับได้ว่าคุณโกหก และเมื่อคุณมีรักครั้งใหม่ การหลอกลวงนี้ยังอาจทำให้เกิดปัญหานอกจอคอมพ์อีกด้วย หากเขาจับได้ว่าคุณโกหกเพื่อนใน Facebook เรื่องความสัมพันธ์ คุณอาจไม่มีโอกาสอีกเลยที่จะเรียกคืนความไว้ใจของแฟนคุณกลับมาได้ และยังทำให้เกิดปัญหาซ้ำสองคือ คุณอาจสูญเสียความไว้วางใจจากทั้งแฟนและบรรดาคนที่คุณโกหก เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดนี้ คุณต้องมีความโปร่งใสในเรื่องนี้ และอย่ากระตือรือร้นกับการใช้ Facebook จนเกินไป สัมพันธ์รักออนไลน์ของคุณและเขาก็จะเป็นไปด้วยดี



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Vol.11 No.44 10 พฤศจิกายน 2553

วิธีต่ออินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือหลายรุ่น หลายยี่ห้อ สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้โดยตรง ผ่านทาง GPRS/EDEG/3G แต่ติดปัญหาในเรื่องของขนาดของหน้าจอ ที่อาจจะเล็กไปสำหรับผู้ใช้งานหลายๆ คน รวมทั้งผมด้วย อีกทั้งไม่สะดวกในการ download file โปรแกรม เพื่อนำมาใช้งานอื่นๆ อีกด้วย วันนี้ผมมีวิธีในการเชื่อมต่อมือถือ Nokia ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต มาเล่าสู่กันฟัง
 

อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับโทรศัพท์มือถือ

  • คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ laptop
  • โปรแกรม Nokia PC Suite
  • โทรศัพท์ Nokia พร้อม USB Cable

วิธีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์

  1. ติดตั้งโปรแกรม Nokia PC Suite (ทำตามหน้าจอไปเรื่อยๆ)
  2. ต่อสาย USB Cable ด้านหนึ่งกับโทรศัพท์ อีกด้านต่อเข้ากับ USB Port ของคอมพิวเตอร์
  3. ที่หน้าจอมือถือ จะแสดงข้อความว่าจะเชื่อมต่อแบบใด? (PC Suite, Printing & media, Data Strage) ให้เราเลือก PC Suite
  4. ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ในส่วนของโปรแกรม Nokia PC Suite ให้คลิกเลือกไอคอน Connect to the Internet ดังภาพประกอบ
    Connect Internet Nokia PC Suite
     
  5. จะมีหน้าต่างแสดง One Touch Access และโปรแกรมจะเชื่อมต่อให้ทันที
  6. ถ้าต้องการยกเลิกให้คลิกปุ่ม Disconnect
    One Touch Access with Nokia
     
  7. หลังจากเชื่อมต่อได้แล้ว จะมีไอคอนเล็กๆ แสดงการเชื่อมต่ออยู่บริเวณ Taskbar ขวามือด้านล่าง
  8. ทดสอบเข้าโปแกรม Browser ที่คุณใช้งาน หรือลองเช็คอีเมล์ดูครับผม

ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

  • สามารถเชื่อมต่อผ่าน BlueTooth แทนสาย USB ได้เช่นเดียวกัน
  • ข้อความระวังเรื่องค่าใช้จ่ายของการเชื่อมต่อผ่านน GRPS/EDGE/3G ควรสอบถามกับบริษัทที่เราใช้บริการก่อนน่ะครับ จะได้ไม่มากลุ้มใจในภายหลัง
     
ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/mobile-zone/mobile-tips-techniques/290-connection-internet-with-mobile

7 เทคนิคใช้โซเชียลมีเดีย

พออ่านข้อความนี้แล้วลองคิดตาม ว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ความสุขลดลงจริงหรือไม่ หลายครั้งผมเองก็หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือสื่อสารต่างๆ ในยามพักผ่อน ลองนึกดูว่า คนที่ต้องเกาะติดอยู่กับโซเชียลมีเดีย ตลอดจะมีความสุขได้อย่างไร มีเทคนิคดังนี้
1. ใช้โซเชียลมีเดียให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตน เว็บโซเชียลมีเดียที่ มีกันอยู่หลากหลายนั้น ต่างมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น เฟซบุ๊ค สามารถสื่อสารได้ทั้งตัวอักษรและรูปภาพ หรือบริการบล็อกสั้นอย่างทวิตเตอร์นั้น ใส่ได้เฉพาะตัวอักษร หากมองกันดีๆ ทวิตเตอร์ ไม่สูบพลังงานมากเท่าเฟซบุ๊ค
2. ใช้ช่วยเหลือผู้อื่น ลองใช้ความสามารถ ความรู้ หรือประสบการณ์ของคุณที่มีอยู่ นำไปตอบคำถามของเพื่อนๆ หรือบางครั้งตอบให้กับคนที่ไม่รู้จักบ้าง ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้รู้สึก ว่า สามารถช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องที่ตนเองถนัด บางครั้งอาจไม่ใช่แค่การตอบคำถาม แต่เป็นการช่วยบอกต่อ เท่ากับช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น
3. ใช้สอบถามความคิดเห็น ที่ตัดสินใจไม่ถูกว่า จะเลือกทางไหนดี ให้ลองเขียนลงบนเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ถามไปในโซเชียลเน็ตเวิร์คเหล่านั้น บางครั้งก็จะได้คำตอบที่ดีเกินคาด
4. ใช้ระบบส่งข้อความแบบส่วนตัวเพื่อสื่อสารเรื่องธุรกิจ ลองหันมาใช้ direct message ในทวิตเตอร์ หรือส่งข้อความส่วนตัวไปในเฟซบุ๊ค บางทีเพื่อนๆ หรือคนที่ติดตามอ่านเฟซบุ๊คของคุณอยู่ อาจอยากรู้ว่าคุณทำธุรกิจอะไร ที่ไหน บางครั้งเขาอาจกำลังมองหาคู่ค้าที่คุณถนัดอยู่พอดี หรือหากติดต่อสื่อสารกันไปได้จนสนิทสนม อาจสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจได้
5. ใช้เพื่อให้มีเพื่อนคอยปรึกษา หลายครั้งที่เราเกิดความเครียดจากการทำงาน หรือเรียน อาจใช้ทวิตเตอร์หาเพื่อนคุย ต้องระวังว่าอย่าเผลอไปใช้ข้อความที่หยาบคายหรือฟังดูแรงนะครับ เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะย้อนมาทำร้ายตัวเราได้ในอนาคต เช่น ตอนสมัครงาน เดี๋ยวนี้บางบริษัทมีการแอบไปอ่านเฟซบุ๊คของคนมาสัมภาษณ์ก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้ เพื่อเรียนรู้ตัวตนของผู้สมัครที่บางครั้งอาจไม่สามารถสอบถามได้หมดในระยะ เวลาสัมภาษณ์นัดไว้ เป็นต้น
6. ใช้เพื่อหาเพื่อนใหม่ ผมต้องสารภาพก่อนเลยว่าผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ หลายคนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเพื่อนเหล่านี้ก็สนใจในเรื่องราวที่ผมสนใจเช่นกัน การพบเจอเพื่อนใหม่ ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องออกไปพบเจอกันตามสถานที่ต่างๆ เสมอไป แต่บางทีการรู้จักการผ่านรูปภาพและตัวอักษร ก็ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ง่ายขึ้น มากขึ้น โดยไม่รู้ตัวเชียวครับ
7. ใช้เพื่อหาข้อมูลความรู้ใหม่ ผมมักจะใช้ฟังก์ชันบุ๊คมาร์ค หรือ Add Favorite ของทวิตเตอร์อยู่บ่อยๆ เพราะเมื่อเราพบเห็นข้อความที่ดีๆ หรือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ผมก็จะรีบบุ๊คมาร์คเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยมาอ่านในภายหลังหากในขณะนั้นเรายังไม่ว่าง ซึ่งผมได้ข้อมูลในการทำงานหลายครั้งจากความพยายามที่จะ Add Favorite ข้อความที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา
ลองนำไปใช้กันดูนะครับ หวังว่าเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้ทุกท่านสามารถใช้งานโซเชียลมีเดียอย่าง มีความสุขตลอดปี 2554 และต้องขอขอบคุณภาพประกอบโดย FasTake ด้วยครับ สุดท้ายนี้ ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่าน แม้ว่าจะได้มาสวัสดีช้าไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ก็ตาม

ขอบคุณที่มา : http://www.bangkokbiznews.com